วันศุกร์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ภาษาไทยบนอินเตอร์เน็ต

        ปฏิเสธไม่ได้เลยจริงๆว่าในปัจจุบัน อินเตอร์เน็ตแทบจะกลายเป็นปัจจัยที่ 5 ของมนุษย์อยู่รอมร่อ หลายคนก้มหน้ามองหน้าจอมือถือในมือมากกว่ามองหน้าคนข้างๆเสียอีก ก็ในเมื่อการสื่อสารระหว่างกันแทบไม่จำเป็นต้องมองหน้าออกเสียงกันอยู่แล้ว ขอแค่โปรแกรมแชทกับอินเตอร์เน็ตในมือก็พอ

        แต่การระดมนิ้วจิ้มแป้นพิมพ์ธรรมดา บางทีมันไม่เร็วเท่าใจต้องการนี่สิ จะทำไงดีล่ะ? พิมพ์แบบนี้มันดูจริงจังไปหน่อย เอาไงดี? ไหนๆเขาก็ว่ากันว่าภาษาไทยมันดิ้นได้นี่นะ งั้นจับมันมาดิ้นหน่อยก็แล้วกัน

        เป็นต้นว่า...


        ควบกล้ำเหรอ? ช่างมันสิ ไม่ได้ออกเสียงซักหน่อย

                รูปแบบนี้พบได้ประจำทุกที่ คาดว่าคนพิมพ์คงรู้สึกพิมพ์ธรรมดามันช้าไป ตัดควบกล้ำทิ้งก็ประหยัดเวลาได้ตั้ง 1 ตัวอักษร คำที่พบทั่วไปก็เช่น จริง => จิง, กลัว=>กัว แหม่... ตัดออกแล้วนอกจากจะประหยัดเวลา ยังทำให้ดูน่ารัก แบ๊วๆสไตล์สวยใสไร้สมองด้วยนะ

        สะกดธรรมดามันไม่เริศ เติมควบกล้ำไปหน่อยก็แจ่มดี

                เปลี่ยน เก๋ ให้เป็น เกร๋ เปลี่ยน บ้า ให้เป็น บร้า เสียเวลาไป 1 ตัวอักษรไม่เป็นไร แค่อ่านแล้วรู้สึกถึงความดัดจริตเกินประมาณก็คุ้ม อะไรแบบนี้ ดูลักลั่นย้อนแย้งกับข้างบนดีนะ ว่ามั้ย?

        เพราะ 'ล' มันธรรมดาไป 'ร' สิ กำลังได้ที่

                ออกเสียง ล มันงั้นๆ ไม่ถึงใจ เปลี่ยนเป็น ร ดีกว่า อ่านแล้วรู้สึกรัวลิ้นสะใจดี นี่ไง เปลี่ยนจาก แล้ว ให้เป็น แร้ว ฟังดูเริศกว่าเยอะ แค่ ล มันไม่ถึงใจ

        เขียนทั่วๆไปมันไม่แบ๊ว เปลี่ยนสระหน่อยน่าจะดี

                เมื่อแบบเดิมๆมันดูน่าเบื่อไปหน่อย อยากให้ดูน่ารักใสๆไร้สมองกว่านี้นี่ ทำไงดีนะ? เปลี่ยนสระมันเลยละกัน จาก คิดถึง ให้เป็น คิดถุง อืม... ดูปัญญาอ่อนดี แบบนี้สิกำลังน่ารัก

        หัวเราะธรรมดาเหรอ ช้าไปไม่ถึงอารมณ์

                กว่าจะพิมพ์เสร็จ หมดอารมณ์ขันไปละ ไหนๆก็พ้องเสียงกัน 555 ไปเลยดีกว่า อ๊ะ! แต่ถ้าเป็นผู้หญิงมันต้องดูเรียบร้อยหน่อย งั้นเติมจริตเข้าไปอีกนิด เป็น ฮิฮิ หุหุ แทนก็แล้วกัน

        ว่ากันว่ารูปเดียวแทนร้อยความหมาย งั้นจัดเต็มเลยละกัน

                อีโมติคอนมีกี่แบบต้องใช้ให้หมด ไม่งั้นมันไม่คุ้มน่ะสิ คุยๆไปเหมือนสื่อสารภาษาใบ้ ทั้งหน้าโปรแกรมแชทมีแต่ -.-, :P, XD, <3 ฯลฯ ไม่เข้าถึงจริงๆคุยด้วยไม่ได้นะนี่


        แน่นอนว่าภาษาไทยบนอิมเตอร์เน็ตมันดิ้นไปมากกว่านี้เยอะ นี่เอาแค่ตัวอย่างเบาะๆมาเป็นน้ำจิ้มให้ลองชิมไปก่อนก็แล้วกัน เพราะระดับสูงกว่านี้ก็ไม่ใช่ว่าไม่มี แต่บางคำบางวิธีมันเกินกว่าที่จะเข้าใจจริงๆ

        ก็ไม่ได้ว่าห้ามใช้ แต่อยากให้ใช้อย่างพอเหมาะพอควร ก่อนที่คนอื่นจะอ่านแล้วนึกสงสัย ว่าสอบผ่านวิชาภาษาไทยมาได้ยังไง?

วันพฤหัสบดีที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

How to ตัดเพลงแบบง่ายๆ

        หลายคนคงปวดหัวกันพอสมควรเวลาต้องการตัดเพลงอะไรสักเพลงไปใช้เป็นเสียงเรียกเข้าหรือเสียงเตือนในมือถือหรือโปรแกรมต่างๆ ชนิดที่ว่าหนักใจกันสุดฤทธิ์เมื่อคิดว่าต้องหาโหลดโปรแกรมตัดเพลงจากเว็บโน้นเว็บนี้มากมายเพื่อจะตัดเพลงสั้นๆจึ๋งเดียว ไหนจะเสี่ยงกับโปรแกรมแฝงจำพวกไวรัสอีกบานตะไท

        วันนี้เราเลยจะมาขอนำเสนอวิธีตัดเพลงฉบับง่ายแสนง่าย ชนิดที่ว่าแค่เข้าเว็บไซต์เป็นก็ทำได้กัน


        1. เข้าไปที่เว็บไซต์นี้



                แล้วเราจะได้พบกับหน้าเว็บดังนี้ครับ


        2. เลือกเพลงที่จะต้องการจากคอมพิวเตอร์ แล้วอัพโหลดซะ

                หลังจากที่เข้ามาจนเจอหน้าเว็บดังภาพข้างบนแล้ว กดปุ่มสีฟ้าโดดเด่น "Open file" ได้เลยครับ จากนั้นก็เลือกไฟล์เพลงที่ต้องการ แล้วทำการอัพโหลดโลด

                เว็บไซต์นี้ค่อนข้างเทพครับ เนื่องจากไม่จำกัดว่าต้องเป็นไฟล์เพลง mp3 เท่านั้น จะ mp4 หรือไฟล์หนัง คุณพี่ก็เปิดได้หมด ล้ำจริงๆ


                จากนั้นก็รอมันอัพโหลดครับ ถึงตอนนี้ก็ขึ้นอยู่กับขนาดไฟล์และคุณภาพอินเตอร์เน็ตที่บ้านของแต่ละคนกันแล้วล่ะนะ ใครเปรี้ยวอัพโหลดไฟล์หนังทั้งเรื่องขึ้นมาก็งอกรากสังเคราะห์แสงรอไปก่อนได้ครับ ไม่ว่ากัน

        3. เริ่มการตัดเพลง

                ทันทีที่โหลดเพลงที่ต้องการเสร็จเรียบร้อย ก็ได้เวลาตัดเพลงกันแล้วครับ โดยเราจะเจอหน้าจอแบบนี้ขึ้นมาแทนหน้าอัพโหลดเมื่อกี้นี้


                วิธีตัดเพลงก็ไม่ยากครับ แค่ทำการลากให้กรอบสีน้ำเงินที่เห็นให้ครอบคลุมบริเวณส่วนที่ต้องการจะตัดเพลงก็พอ ซึ่งระหว่างนั้นเพลงก็จะเล่นให้ฟังไปด้วย จะได้ตัดได้ถูกต้องตามส่วนที่ต้องการ

                หรือถ้ายากตัดแบบละเอียดยิบชนิดที่ว่านับเป็นวินาทีมันหยาบไป ใช้ปุ่มลูกศรบนคีย์บอร์ดขยับแทนก็ได้ครับ นับกันทีละ 0.1 - 0.2 วินาทีกันไปเลย

                ส่วนสวิทช์ Fade in, Fade out ที่เห็นข้างบนนั่น เลือกติ๊กได้ตามต้องการเลยครับ ว่าอยากให้เพลงมันค่อยๆดังขึ้นทีละหน่อยตอนเริ่มเพลง กับค่อยๆเบาลงตอนจะจบเพลงรึเปล่า

                ตัดเสร็จแล้วก็อย่าลืมติ๊กเลือกข้างล่างด้วยล่ะครับว่าอยากให้ไฟล์เพลงที่ตัดออกมาเป็นสกุลอะไร และถ้าอยากตัดไปเป็นเสียงเรียกเข้าในไอโฟนที่ใช้ไฟล์ mp3 ธรรมดาๆไม่ได้ เว็บไซต์นี้ก็ฉลาดจัด เตรียมปุ่มให้โดยเฉพาะเลยทีเดียว


                เมื่อเลือกส่วนที่ต้องการจะตัดแล้ว เลือกสกุลไฟล์เพลงที่ต้องการแล้ว กดปุ่ม Cut สีฟ้าสดใสข้างๆได้เลย!!

        4. ดาวน์โหลดไฟล์เพลงที่ตัดเรียบร้อยแล้วลงเครื่องโลด

                คลิกดาวน์โหลดตามลิงค์ที่มันให้มาได้เลยครับ


        แค่ 4 ขั้นตอนง่ายๆ ไม่ต้องลงโปรแกรมอะไรให้ยุ่งยากก็ตัดเพลงได้สบายๆด้วยเว็บไซต์เว็บเดียว ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องยากอะไรเลยแม้แต่น้อย จริงมั้ยครับ?

วันอังคารที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

การศึกษาไทยบนปีกผีเสื้อ

          หลังจากที่มีการประกาศยกเลิกทรงผมนักเรียนชาย-หญิง จากเดิมที่ตัดเกรียนและสั้นเสมอหู มาเป็นตัดรองทรงและให้เลือกผมสั้นหรือผมยาวแล้ว นักเรียนไทยก็ได้ดีใจกันอีกครั้งเมื่อกระทรวงศึกษาธิการประกาศให้ครูลดการบ้านเด็กพร้อมลดการสอบลง จนเกิดเป็นประเด็นร้อนที่มีทั้งผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยคอยถกเถียงกันหนาหู

            หลายคนมองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องเล็กๆ ทำไมไม่เอาเวลาไปแก้ปัญหาสังคมที่เกลื่อนเต็มบ้านเต็มเมืองไปหมด แต่จะมีสักกี่คนที่มองเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องเล็กๆที่ส่งผลต่อเนื่องไปยังสังคมเป็นวงกว้างได้ เหมือนกับสุภาษิตจีนที่ว่า เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาวหรือ Butterfly Effect นั่นเอง



Butterfly Effect คืออะไร

          หลายคนน่าจะพอคุ้นหูกับคำว่า ผีเสื้อขยับปีกหรือ Butterfly Effect อยู่บ้าง ซึ่งที่มาของคำคำนี้มาจาก เอ็ดเวิร์ด นอร์ตัน ลอร์เรนซ์ นักวิทยาศาสตร์ และนักอุตุนิยมวิทยาชาวสหรัฐ ผู้บุกเบิกทฤษฎีโกลาหล (Chaos Theory) ในยุคแรกๆ



ผีเสื้อขยับปีกเป็นวลีง่ายๆ ที่ใช้อ้างถึงทฤษฎีโกลาหล ซึ่งมีความละเอียดทางเทคนิคทางคณิตศาสตร์ที่ซับซ้อนและเข้าใจยาก โดยตัวทฤษฎีเองกล่าวถึง ตัวแปรเล็กน้อยที่เป็นเงื่อนไขแรกของระบบที่เชื่อมโยงกันเป็นทอดๆ อาจส่งผลต่อตัวแปรขนาดใหญ่ในพฤติกรรมระยะยาวของระบบได้ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ เมื่อผีเสื้อขยับปีกหนึ่งครั้งอาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในบรรยากาศ ซึ่งสุดท้ายแล้วจะส่งผลให้เกิดพายุทอร์นาโด เท่ากับว่า การขยับของปีกผีเสื้อ แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยในเงื่อนไขของระบบนิเวศ แต่ส่งผลให้เกิดเหตุการณ์ต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ที่นำไปสู่ปรากฏการณ์ขนาดใหญ่

แล้ว Butterfly Effect เกี่ยวอะไรกับการที่เด็กนักเรียนไทยจะมีการบ้านให้ทำน้อยลง?




ปีกผีเสื้อที่เริ่มขยับไหว

เหตุเกิดขึ้นในวันที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2556 เมื่อนาย ชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยหลังการประชุมผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ว่าจะมีการปฏิรูปหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2544 ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2551 ตามนโยบายของนาย พงศ์เทพ เทพกาญจนา รมว.ศึกษาธิการ ได้กำหนดระยะเวลาดำเนินการ 2 ระยะ ในระยะที่ไม่เร่งด่วนจะพิจารณาเรื่องมาตรฐานและตัวชี้วัดหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งเปรียบเทียบเนื้อหาและเวลาเรียนของประเทศไทยกับประเทศอื่นๆ รวมถึงจะหยิบประเด็นที่มีนักวิชาการวิจารณ์ว่าเนื้อหาในการเรียนมีความซ้ำซ้อนกันมาหารือด้วย

ส่วนนโยบายระยะเร่งด่วนคือการลดภาระของนักเรียนจากการบ้านในห้องเรียน ซึ่ง สพฐ.จะเน้นบูรณาการทั้งเนื้อหา เวลาเรียน การวัดและประเมินผล ตลอดจนการบ้าน ให้มีการบูรณาการทุกกลุ่มสาระวิชา รวมทั้งลดภาระงานของนักเรียนด้วย เพราะที่ผ่านมาเด็กไทยต้องทำการบ้านเยอะมาก ทำให้เกิดความเครียด โดยถือเป็นนโยบายเร่งด่วนที่จะทำให้ทันเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2556

และนโยบายเร่งด่วนนี้เองที่จะเปรียบได้กับปีกเล็กๆของผีเสื้อที่เริ่มขยับไปมา เป็นเพียงประเด็นเล็กๆในสังคมที่หลายคนเห็นว่าไม่มีประโยชน์อะไรที่จะปรับเปลี่ยนในจุดนี้

แต่สิ่งใดจะตามมาหลังจากที่ผีเสื้อเริ่มขยับปีก?



สายลมที่เริ่มแปรปรวน

          ข้อถกเถียงเรื่องการลดการบ้านและการสอบยิ่งหนาหูขึ้นทุกที ยิ่งถกเถียงกันมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งแตกประเด็นออกไปมากขึ้นเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นประเด็นในเรื่องความเครียดของเด็ก ความสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียน หรือแม้กระทั่งคำนิยามของการบ้าน

            ในปัจจุบันแล้ว ความคิดเห็นถูกแบ่งออกเป็น 3 ฝ่าย โดยมีทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยที่ลดการให้การบ้านนักเรียน ซึ่งฝ่ายที่เห็นด้วยนั้นก็ให้เหตุผลต่างๆกันออกไป โดยมากแล้วจะเน้นเหตุผลที่ว่า ทำให้เด็กมีเวลาว่างเพื่อไปอ่านหนังสือหรือทำกิจกรรมต่างๆมากขึ้น ทำให้เด็กเครียดน้อยลง

            ในขณะที่ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยก็โต้แย้งกลับมาด้วยเหตุผลที่ว่า การบ้านทำให้เด็กมีความรับผิดชอบมากขึ้น ฝึกให้เด็กได้ทบทวนบทเรียนต่างๆ และบางส่วนก็เห็นว่า ถึงลดการบ้านลงเพื่อให้เด็กมีเวลามากขึ้น แต่สุดท้ายแล้ว อย่างไรเด็กก็ไปเรียนพิเศษต่ออยู่ดี ในขณะที่เด็กบางคนก็ใช้เวลาไปเล่นเกมหรือทำกิจกรรมที่ไม่มีประโยชน์ ที่ปกติแล้วการบ้านจะลดเวลาในส่วนนี้ลง

            ส่วนอีกฝ่ายนั้นเป็นฝ่ายที่รอดูผลของนโยบายลดการบ้านนี้ต่อไปเงียบๆโดยไม่ได้แสดงออกว่าเห็นด้วยหรือไม่อย่างเด่นชัด บางคนต้องการให้ดูก่อนว่าที่ว่าลดการบ้านนั้นลดลงเท่าไหร่ ช่วยให้เด็กมีความรู้มากขึ้นหรือไม่

            ผลกระทบจากปีกผีเสื้อเล็กๆเริ่มส่งผลกว้างขึ้นทีละน้อย จนประเด็นนี้เริ่มเข้ามาเป็นที่สนใจของคนในสังคมเป็นจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ความคิดเห็นที่แตกต่างถูกนำมาแสดงตอบโต้กันอย่างต่อเนื่อง บ้างเห็นพ้องต้องกัน บ้างคัดค้านหัวชนฝา บ้างก็รอดูผลลัพธ์อยู่เฉยๆ

            สุดท้ายแล้วสายลมแห่งเหตุการณ์นี้จะพัดไปทางทิศใด?



พายุใหญ่ที่เริ่มก่อตัว

            เพราะการศึกษาคือรากฐานของอนาคต สำหรับการลดการบ้านและการสอบของนักเรียนไทยลงนี้อาจเป็นได้ทั้งการทำให้อนาคตของพวกเขารุ่งโรจน์ หรืออาจทำให้อนาคตของพวกเขาดับลงก็เป็นได้เช่นกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการวางระบบของนโยบายนี้ว่ามีคุณภาพมากแค่ไหน

            อีกทั้งบรรดาเด็กนักเรียนเหล่านี้ ในอนาคตจะเป็นผู้ที่ขึ้นมาพัฒนาบ้านเมืองและสังคมของประเทศไทยต่อไป ซึ่งมันจะดำเนินไปด้วยดีหรือร้ายนั้น ก็ขึ้นอยู่กับการศึกษาที่พวกเขาได้รับในปัจจุบัน

            ถ้าพวกเขามีความรู้ความเข้าใจในการเรียนมากขึ้นกว่าเดิม ก็เรียกได้ว่านโยบายลดการบ้านนี้ประสบผลสำเร็จ ซึ่งจะทำให้เราได้ผู้มีความสามารถที่เชื่อถือได้เข้ามาพัฒนาสังคมต่อไปในอนาคต

            แต่ถ้าหากนโยบายนี้กลับทำให้นักเรียนขาดความรู้ความสามารถมากขึ้นกว่าเดิม จะเป็นความล้มเหลวที่ใหญ่พอจะทำให้สังคมในปัจจุบันถดถอยลงไปอีก

ซึ่งหลายๆคนคงไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า นโยบายด้านการศึกษาต่างๆที่หลายคนเห็นเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยนั้น สามารถส่งผลกระทบอย่างเป็นวงกว้างในอนาคตได้เช่นเดียวกับการที่ผีเสื้อกระพือปีกแล้วก่อให้เกิดพายุตามหลักการของ Butterfly Effect

            โดยในท้ายที่สุดแล้ว นโยบายนี้จะประสบความสำเร็จหรือไม่ นักเรียนไทยจะมีความรู้ความเข้าใจมากขึ้นตามที่คาดหวังหรือเปล่า? ก็ขึ้นอยู่กับการวางระบบของนโยบายลดการบ้านนี้ แม้ว่าจะเป็นเรื่องที่ดูเล็กน้อยเพียงใด แต่เรื่องที่หลายคนมองว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยนี้ กลับเป็นตัวแปรสำคัญในอนาคตบ้านเมืองในประเทศไทยเราเลยทีเดียว


            สุดท้ายแล้ว มันจะเป็นสายลมที่พัดมาให้ชื่นใจ หรือจะกลายเป็นเป็นพายุใหญ่ที่พัดทำลายทุกอย่าง?